OUTBOUND
 step out of everyday life into the great world of journey ~








outbounder  :  Domaman


 

การเดินทาง วันที่ 15 ตุลาคม 50 วันแรกเริ่มต้นการเดินทางจากท่าเรืออำเภอเชียงของ

นั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งโขง พอขึ้นฝั่งได้ ด้วยกำลังพลที่เกณฑ์กันมาได้ 10 คน เลยตัดใจเหมารถไปหลวงน้ำทา ต่อรองจาก 3000 เหลือ 2600 บาท / 10คน  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง กะไปกินข้าวเที่ยงที่หลวงน้ำทา ถนนจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทาแม้จะสร้างเสร็จแล้ว แต่ก็มีหลายส่วนที่เห็นมีการรื้อผิวจราจรมาซ่อมใหม่อีกหลายช่วง เรามาถึงหลวงนำทาประมาณ บ่ายสอง เลยถือโอกาสหยุดพักผ่อนและแวะกินข้าวเที่ยงในเมืองหลวงน้ำทา หลังจากจัดการอาหารมื้อเที่ยงเกือบบ่ายสาม ด้วยความอยากข้ามแดนภายในวันนี้ เราเลยเหมารถต่อไปด่านลาว – จีน ที่บ่อเต็นในราคาทีแรก 300,000 กีบแต่เราต่อเหลือ 250,000 กีบ/10 คน  เราไปถึงด่านเอาห้าโมงเย็นใช้เวลาอีกชั่วโมงกว่า กว่าจะผ่าน ตม. จีนมาได้ เค้าคงกลัวว่าเราใช้วีซ่าปลอมเข้าจีนมั้ง ทั้งลูบ ทั้งคลำ ก็เข้าใจนะ ในประเทศจีนเทคโนโลยีการปลอมแปลงมันคงไปไกล 5555 ข้ามชายแดนลาว – จีน มาได้ เราก็คุยกับรถตู้ที่จอดอยู่เพื่อหารถไปเมืองลา เจ้าของรถเรียกคนละ 15 หยวน เราต่อเหลือ 14 หยวนต่อคน คนขับโอเคก็เลยขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าไปเมืองลา

 

การเดินทางจากชายแดนลาว – จีน มุ่งสู่เมืองเมือลา สุดยอดกว่าเส้นทาในลาวมาก เป็นการเริ่มต้นการลิ้มรสชาติการเดินในประเทศจีนอย่างที่สุด ถนนที่กำลังก่อสร้างตลอดทั้งเส้น คดเคี้ยวไปตามภูเขาและแม่น้ำ ควันบุหรี่ที่คนขับสูบแบบมวนต่อมวน น้ำลายที่ถูก ขาก.......... ถุย มาต่อเนื่อง สุดท้ายเราก็มาถึงเมืองลา เมืองแห่งแสงสี โดยเฉพาะร้านตกแต่งด้วยแสงสีชมพูมีเยอะมากกกกกกกกกกกก วี้ดวิ้วววว....................  เราหาของกินและที่พักกันที่นี่ก่อนไปเชียงรุ้งในวันรุ่งขึ้น ห้องพักที่นี่ก็โอเคอยู่ ห้องน้ำก็ไม่ได้น่าเกลียดเท่าไหร่ อากาศกำลังสบาย เปิดพัดลมเอื่อย ๆ ห่มผ้านวมผืนหนา ๆ เหมือนเวลาผ่านไปก็ได้เวลาตื่นซะแล้ว

สรุปค่าใช้จ่ายการเดินทางเชียงของ – เมืองลา ใน1 วัน

ค่าเรือข้ามฟาก                                                                        30            บาท / คน

ค่ารถตู้ห้วยทราย – หลวงน้ำทา                                               670,000   กีบ / 10 คน  

ค่ารถตู้หลวงน้ำทา – บ่อเต็น                                                   250,000   กีบ / 10 คน

ค่าอาหารเที่ยงที่หลวงน้ำทา                                                    60            บาท / คน

ค่าเกสต์เฮาส์ในเมืองลา                                                          40            หยวน / 2 คน                         

 

การเดินทางวันที่ 16 ตุลาคม 50              

เรานัดกันตอน หกโมงเช้า เพื่อไปเช็คเวลาและเวลารถจากเมืองลาไปเชียงรุ้ง (หรือจินหงในภาษาจีน เมืองเอกของเขตการปกครองพิเศษสิบสองพันนา) เราตกลงจะไปรถเที่ยว 8.20 ในราคา 33 หยวน เป็นรถชั้น1 มีรถชั้น 2 ด้วย ราคา 29 หยวน หลังจากรู้เวลาเราเดินสำรวจเมือง และหาอะไรใส่ท้องไปพร้อมกันด้วย เรามุ่งหน้าไปยังตลาดของเมืองและหยุดลงที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งที่ขนาบไปด้วยร้านก๋วยเตี๋ยวอีกหลายร้าน เราหาก๋วยเตี๋ยวมากิน ราคา 2 หยวนต่อชาม ปริมาณยังกะ 10 หยวน อิ่มไปสองวัน แต่กระนั้นพอลุกออกจากร้านก๋วยเตี๋ยวเราก็หยุดลงหน้าร้าขายน้ำเต้าหู้อีก ชามละ หยวน กับปาท่องโก๋ขนาดเท่าแขนอัน 5 เจียว (0.5หยวน)

 

ใกล้เวลา แปดโมงเราก็กลับมาถึงสถานีขนส่งเมืองลาเพื่อขึ้นรถไปเชียงรุ้งในเวลา แปดโมงยี่สิบ รถที่เป็นพาหนะเรา เป็นรถขนาด 16 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง กับระยะทางประมาณ 170 กม. นับเป็นการเดินทางที่ยาวนานมากทีเดียว แต่กระนั้นก็ยังไม่จุดสุดยอดของการเดินทางช่วงนี้ นอกจากพฤติกรรมเดิม ๆ ของคนจีน เราเกิดมีธุระจำเป็นที่ต้องให้รถหยุดเค้าห้องน้ำระหว่างทาง ใช่แล้วครับ ห้องน้ำจีนระหว่างทาง สุดยอดห้องน้ำในการเดินทางครั้งนี้จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องอธิบายได ๆ ทันทีเดินเข้าไปก็เห็นรางน้ำทางซ้ายมือ เข้าใจว่าสำหรับปัสสาวะ และทางขวามือมี รู ประมาณ 7 รู พร้อมกับที่รองเท้าปราศจากที่กั้นใดๆ  พยายามไม่ดูว่าในรูมีอะไร เพราะแค่กลิ่นก็เดาออก แต่ด้วยความจำเป็นนะเราก็ปฏิบัติภารกิจสำเร็จ พอเสร็จภารกิจแล้วกลับมาขึ้นรถอีกครั้ง โอ้ว ... พระเจ้า ... สวรรค์ นรก มีจริง ๆ

 

เรามาถึงเมืองเชียรุ้ง ในเวลาเที่ยง เราตัดสินใจจองรถนอนไปคุนหมิง ได้รถเวลา 19.00 ในราคา 180 หยวน จัดการตั๋วรถเรียบ ก็เหมือนเดิม ต้องจัดการหาอาหารใส่ท้องให้อิ่ม เป็นมื้ออร่อยในราคา 9 หยวนต่อคน หลังจากเรียบร้อยไปสองเรื่อง เราพยายามเดินไปสวนสาธารณะที่มีรูปปั้นของอดีตนายกฯ โจวเอิ้นไหล แม้จะใช้ความพยายามอย่างมาก แต่เราก็หาไม่เจอ เราก็เลยแยกกันไป แล้วนัดกันไปเจอที่ขนส่งตอนหกโมง เราก็เลยไปนั่งเล่นเน็ทฆ่าเวลาเล่น

 

ก่อนขึ้นรถนอนปรับอากาศแบบวีไอพีแบบจีน ๆ ด้วยความเกรงใจที่ไม่อยากให้มาดูถูกว่า คนไทยก็มีกลิ่นเท้า พวกเราเลยทำความเท้ากันเต็มที่ทั้งแป้ง ทั้งยาดับกลิ่นเท้า จนหอมไปรถ สภาพรถนอนก็สบาย ๆ สำหรับคนที่ตัวไม่ใหญ่นัก แต่สำหรับไซส์ใหญ่คงอึดอัดเป็นธรรมดา หลังจากรถออกไม่นานเราก็ได้เห็นอิทธิรถจีน แปลงสภาพจากรถปรับอากาศเป็นรถไม่ปรับไปซะ แล้วก็ปิดแอร์ไปตลอดทางจนถึงคุนหมิงในที่สุด แต่ไม่มีปัญหา รถจีนยังให้โอกาสเราเปิดกระจกรับอากาศได้พร้อมกับควันรถและฝุ่นจากการทำถนนไปพร้อม ๆ กันด้วย และก็อย่าแปลกใจหากเราขึ้นไปบนรถแล้วจะมีคนมานอนบนเตียงเราอยู่แล้ว แค่ทำหน้าจริงจัง ยื่นตั๋วให้ดูเราก็ได้เตียงคืน เพราะรถจากเชียงรุ้งไปคุนหมิงจะแอบรับคนที่ไม่มีตั๋วขึ้นไปด้วย ซึ่งพอถึงด่านตรวจก่อนเข้าไฮย์เวย์เล็กน้อย คนกลุ่มนี้ก็ลงไปขึ้นรถอีกคัน พอผ่านด่านไปซักพักพวกเขาก็จะกลับมาขึ้นรถใหม่อีกครั้ง ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เป็นมาตรฐานครับ คนขับจีนสูบบุหรี่เป็นระยะ สลับการขากถุย กรณีที่นอนอยู่ข้างหน้าเตียงล่าง โปรดปิดกระจกให้สนิท ผสมกับกลิ่นเท้าของคนที่นอนถัดไป และบุหรี่จากคนขับ ก็ถือซะว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีและความอดทน ถ้าให้ดีกว่าอย่าเลือกที่นอนหลังคนขับเลยจะดีมาก กว่าจะทำใจหลับได้ก็เที่ยงคืน กับลมเย็น ๆ ที่พัดเข้ามาทางกระจกที่แง้มไว้น้อย ๆ

สรุปค่าเดินทาง 1 วัน เมืองลา – เชียงรุ้ง – คุนหมิง

ค่ารถโดยสาร เมืองลา – เชียงรุ้ง                                             33            หยวน

ค่ารถโดยสาร เชียงรุ้ง – คุนหมิง                                             180          หยวน

ค่าที่พัก นอนในรถ55555

 

การเดินทางวันที่ 17 ตุลาคม 50

เราเดินทางด้วยรถนอน มาถึงสถานีขนส่งแห่งหนึ่งในคุนหมิง ซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟคุนหมิง ( คุนหมิงจ้าน Kun Ming Zhan ) ใกล้ 7 โมง อากาศหนาว ลมเย็น ๆ ผสมกับละอองฝนทำให้ยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่ เราได้ข้อมูลว่าควรจะไปขึ้นรถด่วนยูนนาน (Yunan Express) เพื่อไป ต้าลี่ เพราะสะดวกและสบายกว่าซึ่งสถานีอยู่ใกล้ที่ทำการบริษัทการบินไทย เราเลยเดินออกจากจากสถานีเพื่อไปขึ้นรถ เพื่อมุ่งหน้าไป ต้าหลี่ เราเดินกันเหนื่อยเหมือนกันกว่าจะรู้ว่า สถานีรถ Yunnan Express จะอยู่บริเวณสามแยกใกล้คุนหมิงจ้าน ฝั่งตรงข้ามกับถนนที่เราเดินออกมาที่แรก ก่อนถึงสำนักงานการบินไทย ซึ่งที่นี่มีรถออกเดินทางไปหลายเมืองรวมทั้ง ลี่เจียง และ นครเวียงจันทร์ เหมือนเดิมเราจองตั๋วรถในทันที ได้เวลา 09.40 ในราคา 119 หยวน เป็นรถนั่งสบาย ๆ เมื่อเทียบกับรถนอนที่นอนมาเมื่อคืน ที่สถานีรถด่วนยูนนานแห่นี้มีเครื่องหยอดเหรียญชงกาแฟอัตโนมัติ รสชาติดีครับ ราคาแก้วละหยวน แล้วก็ห้องน้ำค่อนข้างใช้ได้เลย แถมไม่ต้องเสียตังด้วย แค่เรามีตั๋วรถก็ถือโชว์ให้เห็นหน่อย พวกเรามาล้างหน้า แปรงฟัน จิบกาแฟก็กันที่สถานีแห่นี้แหล่ะครับ

 

รถด่วนยูนนานพาเรามาถึงเมืองใหม่ต้าลี่ประมาณ บ่ายสองครับใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง จากขนส่งสามารถนั่งรถเมล์ไปยังเขตเมืองเก่าต้าลี่ได้ครับ แต่คงต้องไปสองต่อเราเลยโดนชักจูงจากนายหน้าให้ไปขึ้นรถเมล์สายหนึ่งที่ไม่ต้องต่อในราคา 1.5 หยวน + กระเป๋าที่ใหญ่เกินไปอีก 5 เจียว เป็น 2 หยวน การเดินทางจากขนส่งเมืองต้าลี่ซึ่งอยู่ในเขตเมืองใหม่ สามารถเดินทาโดยรถเมล์ได้ แต่เราไม่รู้ข้อมูลชัดเจนนัก ในหนังสือบอกว่ารถเมล์สาย 4 แต่เราไม่ได้ขึ้นเลยยืนยันไม่ได้ครับ

 

เราเสียเวลาไม่นานก็ได้ที่พักในราคา 50 หยวน (คิดในใจว่านายหน้าที่พาเรามาคงฟันเราไปคนละ10 หยวน เพราะสมาชิกอีกคนนึงที่ได้แวะเข้ามาถามก่อนได้ราคาที่ 40 หยวน พอกลับมาอีกทีพร้อมเรา และนายหน้าราคาก็เพิ่มขึ้นไป 50 หยวน 55555ฉะนั้นโปรดอย่ายุ่ง อย่าไปสใจกับนายหน้าอะไรก็ตามครับ) ก็สภาพใช้ได้ครับ มีสวนกลางบ้านด้วย จัดการเคลียร์กระเป๋าเราก็ไปตะลุยเมืองเก่าต้าลี่ ลองกินอาหารตามข้างทางตลอด มีพวกย่างเป็นไม้ ๆ เช่น เต้าหู้ หมู ไก่ เห็ด ปลา ก็อร่อยดี แต่ที่สุด ๆ น่าจะเป็นหมูย่างเจ้าหนึ่ง อร่อยสุดยอด ระหว่างทาราก็สวนทางกับเด็กนักเรียนที่กลับบ้านมาพัก เราลองถามเด็กที่พอพูดอังกฤษได้ เค้าบอกว่า โรงเรียนเปิดสอนสามช่วง คือ ช่วงเช้า ช่วงบ่าย และช่วงเย็น แต่ไม่มั่นใจว่าต้องเรียนหมดทั้งสามช่วงหรือเปล่า (ถ้าใช่ก็นะ พระเจ้าช่วย เรียนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงสามทุ่ม แต่คิดว่าน่าจะเป็นรอบเช้า รอบบ่าย รอบค่ำมากกว่า)  หลังจากตะลุยดูเด็ก .... เปล่าครับ ... ตะลุยกินของแปลกเมืองจีนแล้ว เราก็ยังสามารถพาร่างการมาหยุดลงที่เหลา ที่ร้านอาหารแห่หนึ่งในเมือเก่า เราขึ้นไปชั้นสอง นั่งริมระเบียง พร้อมกับเรียกเสี่ยวเอ้อ ให้เอาน้ำชามาเสิร์ฟ ... เหมือนอยู่ในนิยายกำลังภายในเลยมะ ....

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่ารถ Yunnan Express จากคุณหมิง ต่าลี่                     119          หยวน / คน

ค่ารถเมล์ขนส่ง เมืองใหม่ – เขตเมืองเก่า                                2            หยวน / คน                            

ค่าที่พัก                                                                                    50            หยวน / ห้อง

 

การเดินทางวันที่ 18 ตุลาคม 50

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างดีครับ เมื่อเทียบกับช่วงวันที่ผ่านมาที่มีฝนตกตลอดทาง แล้วก็เป็นวันที่เราเหมือนจะได้เที่ยวกันจริง ๆ หลังจากที่ต้องเดินทางมาหลายวัน เราตัดสินใจเลือกใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อไปยังวัดเจดีย์สามองค์ ด้วยรถเมล์สาย 1 ที่วิ่งจากในเขตเมืองเก่า แล้วไปสุดสายที่วัดสามเจดีย์ แล้วจากหน้าวัด เพียงแค่หันหลับกลับไป เราก็ได้เห็นยลโฉมทะเลสาปเอ๋อไห่ในมุมกว้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ด้วยราคา 1 หยวนต่อคน รถเมล์ใช้เวลาไม่นานนักก็พาเรามาถึงวัดสามเจดีย์ กลุ่มหนึ่งแยกกันไปหามุมถ่ายรูปสวย ๆ อีกทีมถูกส่งไปสำรวจค่าเข้า ราคาค่าเข้าชมคือ 121 หยวน 555555555 ฝันไปเหอะ เราเลยถ่ายรูปวัดจากมุมกว้างภายนอกวัด แล้วเราเดินย้อนกลับไปยังที่รถเมล์จอดอยู่ ใกล้ ๆ ก็เป็นซอยเล็ก ๆ เดินขึ้นไป เลยลองเดินขึ้นไปเผื่อขึ้นไปถึงหลังวัด ได้จุดชมวิวสวย ๆ ที่ไม่ต้องเสียงเงิน 555555

 

ระหว่างทางเดิน เราสามารถมองเห็นเจดีย์จากบริเวณกำแพงที่กำลังก่อสร้างได้เต็ม ๆ ทางเดินนำเราผ่านตลาดเล็ก ๆ ในชุมชน มีผู้เฒ่าชายจีนนั่งสูบยากลางแดดอย่างสบายอารมณ์ แม่เฒ่าชาวจีนก็กำลังเตรียมอาหาร ดูสบาย ๆ อารมณ์แบบไม่อยากเสียตังอย่างเรา เราขึ้นไปจนถึงบริเวณที่คิดว่าเป็นส่วนหลังของวัดสามเจดีย์ซึ่งดันมียามเฝ้าเราเลยหันหลังกลับมุ่งหน้ามาซึมซับภาพทะเลสาปเอ๋อไห่ในมุมกว้างงงงงงงงงอีกครั้งก่อนที่จะนั่งรถเมล์กลับมาจัดการกับอาหารมื้อเที่ยงย่านเมืองเก่าอีกครั้ง  เรียบร้อยแล้วเราก็เลยตัดสินใจไปลี่เจียงต่อโดยซื้อตั๋วจากเอเย่นในเมืองเก่า 35 หยวน แต่เราต่อลงไปอีกเหลือ 30 หยวน รถวิ่งมาจากเขตเมืองใหม่มารอรับเราบริเวณเมืองเก่า มุ่งหน้าออกไปยังลี่เจียงในเวลา 14.30

 

ต้าลี่ถึงลี่เจียงใช้เวลา 4 ชั่วโมง มาถึงขนส่งเมืองลี่เจียงประมาณหกโมง ท้องฟ้ายังมีแสง เราแบกกระเป๋าออกมาหน้าสถานีขนส่ง รอสักพักรถเมล์สาย 11 ก็วิ่งมาสมาชิกคนหนึ่งวิ่งขึ้นไปพร้อมกับถาม “ลี่เจียง กู่เฉิง (เมืองเก่าลี่เจียง สำเนียงถูกเปล่า ไม่แน่ใจ แต่เหมือนคุ้น ๆ ว่าใช่นะ)” คนขับพยักหน้าหงึก พวกเราที่เหลือก็บุกขึ้นไปบนรถ

 

เรารู้สึกว่าน่าจะรถเมล์มากกว่าสาย 11 ที่ผ่านเขตเมืองเก่า เพราะตอนขากลับเราก็ขึ้นรถเมล์อีกสายที่ผ่านซึ่งก็ผ่านเมือเก่าเหมือนกัน  ก็พอไปถึงขนส่งเมืองลี่เจียงเดินไปหน้าสถานีฝ่าเจ้าของรถแท็กซี่และนายหน้าโรงแรมออกมา พอรถเมล์ ก็ลอวิ่งเข้าไปถามว่า “ลี่เจียงกู่เฉิง” ถ้าคนขับพยักหน้า ก็ขึ้น แล้วก็นั่งไปเรื่อย ๆ จนคนขับหยุดรถแล้วไล่เราลงพร้อมชี้มือชี้ไม้มรทิศทางที่ไปยังเมืองเก่า แน่นอนว่า โปรดจำให้ดีว่าคนขับชี้มือไปทางไหนก่อนจะแบกเป้ลงจากรถ รถเมล์เกือบทุกเมืองในจีนจะไม่มีคนเก็บเงินฉะนั้นเตรียมเงินให้พอดีไว้ ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 1 หยวน

 

เราลงจากรถเมล์ เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่คนขับชี้มือบอกใบ้เอาไว้ ระหว่างทางที่เราเดินผ่านก็มุมที่บริเวณหัวโค้งถนนที่สามารถมองเห็นยอดภูเขามังกรหยกเลยถือโอกาสยืนชมวิวพร้อมกับพักเหนือยไปในตัวซึ่งจากที่นี่เรามองไปทางขวามือก็จะเห็นผู้คนและอาคารที่ให้เราสามารถเดาได้ว่าคงใกล้ถึงเขตเมืองเก่า  บริเวณทางเข้าเมืองเก่าลี่เจียง ก่อนถึงกังหันน้ำ จะมีตู้สี่เหลี่ยมบริการข้อมูลซึ่งสามารถซื้อตั๋วรถเดินทางไปจงเตี้ยน หรือกลับไปยังลี่เจียง คุนหมิงได้โดยไม่บวกค่าคอมๆ แถมยังออกตั๋วได้เลยด้วย ซึ่งตั๋วที่ได้ก็จะเหมือนกับการซื้อตั๋วที่สถานีขนส่ง ที่ตู้บริการข้อมูลแห่งนี้มีประโยชน์ดี มีเจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ ให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้พอสมควร

 

ในเขตเมืองเก่ามีที่พักเยอะมากกกกกกกกกกก ถึมากที่สุด ใครอยากพักบริเวณที่มีแสงสีเสียงยามค่ำคืนก็ถนนหลังกังหันน้ำ ที่เป็นถนนขึ้นเนินไปน้อย ๆ มีป้ายภาษาจีนอยู่หน้าถนน เดินเข้าไปสักหน่อยยังกับยกถนนอาร์ชีเอมาไว้ในเมืองเก่า แสงสีฉูดฉาด เสียงกระหึ่ม  คนดิ้นกันตรึม ถ้าอยากได้แบบเงียบสงบก็เดินไปถนนสายใหนก็ได้ที่ไม่ใช่ถนนหลังกังหันน้ำ  ถ้าอยากได้วิวสวย ๆ มองเห็นหลังคาเมืองเก่า ภูเขารอบเมืองลี่เจียง ก็ที่พักบริเวณเนินสิงโต ราคา 100 หยวนขึ้น แต่เดินเหนื่อยพอสมควร ถ้าเป็นที่พักที่ราบในเมืองเก่าวิวไม่สวยก็ประมาณ 60 หยวนขึ้น เราจัดการหาที่พัก หาอาหารใส่ท้องแล้วก็เดินเล่นในเมืองก่อนกลับมานอน พร้อมหวัว่าพรุงนี้ฟ้าจะสดใส แล้วเราจะได้ขึ้นภูมังกรหยกไปเล่นหิมะ 555555 ก็ประเทศเรามันร้อนนี่หว่า ถึงอุตส่ามาหาหิมะเล่นไกลขนาดนี้

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่ารถเมล์สาย 1 จากเมืองเก่า ไปวัดสามจดีย์                                                          1              หยวน / คน

ค่ารถจากต้าลี่ไปลี่เจียง                                                                                            30            หยวน / คน

ค่ารถเมล์จากขนส่งลี่เจียง ไปเขตเมืองเก่า                                                            1              หยวน / คน

ค่าที่พัก                                                                                                                    50 – 70    หยวน / ห้อง

 

การเดินทางวันที่ 19 ตุลาคม 50

แม้ว่าจะเล่นทางในแล้วก็ตาม ตื่นเช้ามาวันนี้ฟ้าค่อนข้างครึ้มทีเดียว เราได้แค่เดินเล่นในเขตเมืองเก่า ไปบริเวณเนินเขาสิงโตและวัดที่อยู่บนเนินเขา แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเพราะมองจากป้าย เห็นตัวเลข 80 หยวนเลยเอาไว้ก่อน ตอนหลังเรารู้สมาชิกอีกคนว่าค่าเข้าเพียง 15 หยวน ส่วน 80 หยวนนั้นเป็นค่าดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองเก่าซึ่งเป็นลักษณะสมัครใจครับ สามารถจ่ายได้ตรงบริเวณทางเข้าเมืองเก่า เรากลับมาตอนสายๆ นอนรอและคอยดูว่าฟ้าจะเปิดให้หรือเปล่า และแล้วประมาณเที่ยง จากที่ฟ้าปิดเมฆครึ้มก็กลายเป็นฝนตก ปิดความหวังในการขึ้นภูเขาไปเล่นหิมะ เราเลยปล่อยให้วันนี้เป็นวันพักผ่อน ชอปปิ้งขอใช้กันหนาวกันตามสบาย พร้อมกับหวังว่าพรุ่งนี้ฟ้าคงจะเปิด แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแผนเหมือนเดิม

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้

ค่าที่พัก                                                                                                                    50 – 70    หยวน / ห้อง

 

การเดินทางวันที่ 20 ตุลาคม 50

เป็นวันที่สอง ที่เราพยายามเล่นทางในเพื่อให้ฟ้าเปิด ตอนเช้าดูเหมือนจะให้กำลังใจ เมฆเปิดให้เห็นท้องฟ้าใส ๆ นิดนึง แต่ก่อนเที่ยงทุกอย่างก็เหมือนเดิม แม้ว่าฝนจะหยุดตก แต่ฟ้าก็ยังไม่เปิดเราตัดสินใจออกเดินทางต่อ แวะไปหาซื้อตั๋วรถโดยสารไปจงเตี้ยนที่ตู้บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวได้รถเวลา 14.30 อีกแล้ว ในราคา 45 หยวน ที่ตู้แห่งนี้มีตารางรถไปจงเตี้ยน 2 เที่ยวต่อวัน ในเวลา 8.30 กับ 14.30 แต่หากไปช่วงเวลาอื่น ลองไปหาดูที่สถานีขนส่งน่าจะมีรถเที่ยวเวลาที่มากกว่านี้ก็ได้

 

เราตกลงจองตั๋วรถพร้อมกับสอบถามสถานีขนส่งที่จะเราจะไปขึ้นรถ ซึ่งเป็นคนละสถานีที่เราลงรถจากลี่เจียง ทางตู้ให้ข้อมูลว่าเราต้องไปขึ้นรถที่สถานีรถด่วน สามารถขึ้นรถเมล์สาย 11 ไปได้ พร้อมกับนามบัตรซึ่งมีทั้งแผนที่สถานีขนส่งที่เราจะไป ภาษาจีนและภาษาอังกฤษกำกับ เป็นรถนั่งที่ดูทันสมัย บนรถห้ามสูบบุหรี่ มีการแวะให้ซื้อหยกระหว่างทางซึ่งเราก็อาศัยห้องน้ำ สบายใจเพราะห้องน้ำหรูมากกกกกกกกกกกกที่สุด เท่าที่เห็นในเมืองจีน เรามาถึงจงเตี้ยนก็ประมาณทุ่มนึง จงเตี้ยนเป็นเมืองที่ใหญ่กว่าที่เราคิดมาก สถานีขนส่งตั้งอยู่บริเวณหัวมุมสี่แยกหนึ่ง เราเดินไปในทิศทางตรงข้ามกับขนส่งผ่านร้านอาหารที่หัวจามรีวางไว้แล้วก็สับสนในทิศทาง และแล้วรถเมล์เคราะห์ร้ายก็มาถึง หนึ่งในสมาชิกของเราก็วิ่งขึ้นไปบนรถพร้อมกับใช้มุขเดิม “จงเตี้ยนกู่เฉิง”  คนขับพยักหน้าหงึก เราก็เฮกันขึ้นรถ รถเมล์พาเราผ่านวนเวียนหลักของเมือง (คิดเอาเอง) ซึ่งมีรูปปั้นคนพื้นเมืองขี่ม้ากำลังพุ่งทะยานไปบนอากาศ ให้ความรู้สึกเป็นตะวันตกของจีนจังเลย ถึงบริเวณเมืองเก่าที่ซึ่งมีลานจอดรถเช่าอยู่บริเวณ เราลงจากรถเมล์แล้วแบกเป้ไปหาที่พักในเขตเมืองเก่า เป็นที่พักที่ดูดีมาก บอกราคาเปิดที่ 120 หยวนต่อคืน เราต่อเหลือ 90 หยวน เจ้าของหน้าหงุดหงิดนิดหน่อยแต่ก็ยอมในที่สุด เราเลยได้ที่รื้อเป้สำหรับสำหรับคืนนี้ จัดการที่พักเรียบร้อยก็ถึงคราวจัดการหาอาหารเย็น เราเห็นร้านอาหารสไตล์ธิเบตเล็ก ๆ อยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามทางเมืองเก่าจงเตี้ยน อาหารใช้ได้ เจ้าของบริการดีครับ บรรยากาศก็ดี แนะนำเลย อยู่ข้าง ๆ ร้านเสื้อกันหนาว และร้านอาหารเกาหลี คุ้มครับ

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่ารถเมล์ไปขนส่งลี่เจียงโดยรถเมล์                                                      1              หยวน / คน

ค่ารถโดยสาร ลี่เจียง – จงเตี้ยน                                                              45            หยวน / คน

ค่ารถเมล์จากขนส่งจงเตี้ยนไปเมืองเก่า                                                 1              หยวน / คน

ค่าที่พัก                                                                                                    90            หยวน / ห้อง          

 

การเดินทางวันที่ 21 ตุลาคม 50 

ตื่นสบาย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนนัก เอาน้ำล้างหน้าซักหน่อยก็พอ แม้ว่าน้ำจะอุ่นแต่การอาบน้ำเช้าเย็นในวันที่อากาศหนาว ๆ ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ก็นั่นแหล่ะพอรู้สึกสดชื่นเราก็ออกไปเดินเล่นในเมืองเก่าจงเตี้ยน เมืองนี้มีขนาดเล็กกว่าลี่เจียง และไม่อลังการเท่าต้าลี่ แต่ออกแนวหมู่บ้าน สงบ ๆ มากกว่า ด้านหลังเมืองเก่ามีวัดที่อยู่เนินสูง เป็นจุดชมวิวองเมืองจงเตี้ยนได้ดีที่สุด บนวัดยังมีกงล้อมนต์ขนาดยักษ์ไว้ให้หมุนกันด้วย การเดินขึ้นวัดตอนเช้า ๆ ก็ถือเป็นการทดสอบความพร้อมของร่างกายไปในตัว เรากลับมาที่โรงแรมอีกรอบ รวมตัวกับคนอื่น ๆ ก่อนที่จะเดินออกไปขึ้นรถเมล์สาย 4 บริเวณด้านหน้าของเมืองเก่าจงเตี้ยน คนละหยวนเหมือนเดิม นั่งรถเมล์ย้อนกลับไปเส้นทางเดิมมมม ที่ผ่านมา ผ่านวงเวียนรูปปั้นคนธิเบตขี่ม้าทะยานสู่ท้องฟ้า แต่ดันไม่เลี้ยวขวาไปสถานีขนส่งจงเตี้ยน รถเมล์กลับมุ่งหน้าตรงออกนอกเมืองไป ปล่อยให้เราพยายามนึกภาพแผนที่เมืองจงเตี้ยนในใจเท่านั้น นั่งรถเมล์ไม่นาน รถก็มาหยุดกลางถนนแห่งหนึ่ง เรามองเห็นพระลามะนั่งอยู่ในอาคารทางขวามือ แล้วก็มีคนจีนขึ้นมาบนรถ ด้วยความสามารถพิเศษ เค้าก็แยกพวกเราออกจากคนท้องถิ่นได้พร้อมกับยื่นเอาบัตรชมวัดจงซานหลินซื่อ ในราคา 60 หยวนมาให้เรา รถออกเดินทางต่อถนนช่วงนี้กำลังก่อสร้างทำให้รถต้องขับช้า ๆ บางช่วงยังต้องหลบให้รถสิบล้อขนาดใหญ่ที่สวนออกมาให้ไปก่อน สักพักรถก็มาถึงจุดจอดรถหน้าวัด วัดจงซานหลินซื่อ หลายคนบอกว่า มันคือ โปตาลาน้อย ศูนย์กลางของลามะนิกายหมวกเหลือง

 

บริเวณภายนอกของวัดจงซานหลินซื่ออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทั้งประตูทางเข้า รั้วรอบบริเวณวัด รวมถึงลานจอดรถ แต่ก็ไม่ได้ลามไปถึงส่วนที่เป็นบริเวณวัด เราหาทางเดินผ่านส่วนที่กำลังก่อสร้างไปในส่วนภายในวัด แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมากันเยอะแต่ภายในวัดก็ให้ความสงบ เดินเข้าไปในตัวอาคารหลักเห็นชาวธิเบตที่เข้ามาทำบุญ พร้อมกับไหว้แบบทั้งตัว ทำให้เรายิ่งรู้สึกสำรวมมากขึ้น แม้ว่าพฤติกรรมของลามะบางรูปจะเปลี่ยนไปแต่ความศรัทธาของคนธิเบตยังคงเหมือนเดิม เราเห็นนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินมาถึงด้านบนของวัดกำลังโด๊ปออกซิเจนแบบไม่หยุด เราเห็นเด็กวัยรุ่นชาวจีนกลุ่มใหญ่กำลังโพสท่ามันส์ ๆ หน้าอาคารหลักของวัด ความรู้สึกศรัทธาของคนกลุ่มหนึ่ง ความรู้สึกมันส์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง มันขัดแย้งกันแบบแปลก ๆ อาจเป็นเพราะคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้แพ้ในประวัติศาสตร์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ชนะในประวัติศาสตร์เช่นกัน หรือเพราะว่าความสงบไม่อาจชนะความก้าวร้าว แข็งกร้าวได้ ... เดินกันอยู่เกือบเย็นเราก็กลับมารวมกันตรงท่ารถเมล์เพื่อนั่งกลับ

 

กลางคืนนั้นเรานั่งคุยวางแผนเที่ยวกัน เราถึงรู้ว่าเราพลาด ไป่สุยไท่ และโตรกเสือกระโจน แต่ถ้าให้เราไปสองที่ในวันถัดไปก็เหมือนกับเราต้องเดินย้อนกลับไปลี่เจียง ซึ่งน่าจะทำให้เราเสียเวลาไปอีก เราเลยตัดสินใจไปเต๋อชิงต่อในวันรุ่งขึ้น ส่วนไป่สุยไท่ โครกเสือกระโจน และภูมังกรหยก เราจะกลับไปอีกครั้งในขากลับ เราลองไปกินข้าวเย็นที่ธิเบตคาเฟ่ ก็ไม่ไกลจากเขตเมืองเก่าจงเตี้ยน เผื่อจะได้ข้อมูลไปเต๋อชิงเพิ่มเติม เรากินข้าวกันเสร็จพอดีที่เจ้าของร้านมากลับมาถึงจากการไปทริปนึงที่น่าสนใจ เราคุยกันเรื่องหารถไปเต๋อชิง และข้อมูลอื่น ๆ เค้าแนะนำทริปการเดินทางในเส้นทางใหม่ คือ จากจงตี้ยน – เต๋อชิง แล้วอ้อมภูเขา ไปเส้นทางใกล้ชายแดนพม่า ผ่านชุมชนของชนกลุ่มน้อย ขนาบไปกับเทือกเขาหิมะทั้งสองข้าง แล้วกลับมาส่งเราถึงลี่เจียง หลายคนในกลุ่มสนใจ แต่ราคาที่ค่อนข้างแพงทำให้เราตัดสินใจว่าเราจะไปเส้นทางเดิมมมมม และหวังว่าในอนาคตเราจะสามารถไปในเส้นทางที่เจ้าของธิเบตคาเฟ่แนะนำด้วยตัวเองได้ เรากลับมาที่พักอีกครั้ง เวลาใกล้เที่ยงคืน เราเข้านอนแล้วหวังว่าพรุ่งนี้เรฟาจะหารถไปเต๋อชิงได้แต่เช้า

สรุปค่าใช้จ่าย ไม่รวมค่าอาหารและอื่น ๆ

ค่ารถเมล์ไป – กลับวัดจงซานหลินซื่อ                                                  2              หยวน

ค่าบัตรเข้าชมวัด                                                                                    60           หยวน

ค่าโรงแรม 3 ดาว                                                                                   90           หยวน

 

การเดินทางวันที่ 22 ตุลาคม 50

เรารีบตื่น รีบเช็คเอาต์ รีบจัดการอาหารมื้อเช้าด้วย ก๋วยเตี๋ยว เกี๊ยวและซาลาเปา หลายคนสัญญากับตัวเอว่ากลับไปจะไม่กินอาหารเส้นอีกนาน แล้วเราก็กลับมาจัดการหารถเพื่อไปเต๋อชิง ไม่ต้องไปเดินหารถที่ใหนครับ กลับมาบริเวณลานจอดรถด้านหน้าเมืองเก่าจงเตี้ยน เราเดินเข้าไปถามเจ้าของรถรายหนึ่ง ดูภายนอกเหมือนขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ไม่ใช่ เราได้ราคาไปเต๋อชิงที่ 300 หยวนต่อวัน ( ตอนแรกตกลงกันที่ไปเต๋อชิงวันเดียว แต่ภายหลังเราเหมาอีก 4 วัน เค้าเลยขอเป็น 400 เท่ากับอีกคัน) ส่วนอีกคันเราได้ปาเจโร่ ขับเคลื่อนสี่ล้อในราคา 400 หยวนต่อวัน ค่าที่พัก และอาหารเราต้องดูแล เราตกลง และรถสองคันนี้จะไปกับเราอีก 4 วันข้าหน้า

 

เราได้ออกจากจงเตี้ยนประมาณ 9 โมง เราผ่านทะเลสาบนาป่าไห่ในวันที่หมอกและฝน ไม่เหมาะในการถ่ายรูป เราผ่านไปเรื่อย ๆ จอดรถถ่ายรูปทุกมุมที่เราคิดว่าสวย เราแวะกินเข้าที่เมืองแห่งหนึ่งกลางภูเขา หลังออกจากเมืองรถเริ่มไต่ความสูงอีกครั้ง ภูมิประเทศเริ่มดูแล้งมากขึ้น  บ่ายต้น ๆ เราจอดอีกครั้งที่จุดชมวิวที่โค้งหลังเต่า หลังจากนั้นสักพักใหญ่ ๆ รถก็ยังไต่ความสูงอย่าต่อเนื่อง ยิ่งสูงเรายิ่งเห็นสภาพป่าที่เปลี่ยนสีมากขึ้น ท้อฟ้าสีฟ้า ผืนป่าที่แดงสลับเหลือง ลำธารสายเล็ก ๆ ที่ไหลมาตามซอกหลืบภูเขา เราผ่านจุดสูงสุดบนถนนสายนี้ ที่ 4210 เมตร (มั้ง ไม่แน่ใจ) แน่นอนเราก็จอดถ่ายรูปกันอีก แต่หลังจากที่ขึ้นรถไม่นานพวกเราก็เผลอหลับไปไม่รู้ตัว รถเริ่มลดความสูงลง เทือกเขาหิมะเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นหย่อม ๆ ยิ่งไปไกลมากขึ้น เทือกเขาหิมะก็ยิ่งปรากฏตัวมากขึ้น เราก็ยิ่งจอดรถกันบ่อยขึ้น จนกระทั่งเราถึงบริเวณประตูเมืองเต๋อชิง ที่มีสถูป 13 สถูป ทั้งเมมโมรี่กล้องและแบตเริ่มหมดกันไปแล้ว แต่เราก็ยังถ่ายรูปกันอีก คนขับบอกว่าเราควรจะรีบไป ไม่ง้านเราจะถึงจุดที่พักบริวณวัดเฟยไหลซื่อตอนมืด อาจไม่เห็นเทอกเขาหิมะตอนพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า รถทั้งสองคันจึงออกเดินทาอีกครั้ง เราผ่านตัวเมืองเต๋อชิง ซึ่งเป็นเมืองในหุบเขาแบบไม่หยุดมอง เรามาถึงที่พักบริเวณวัดเฟยไหลซื่อ ตาลึงกับแนวเทือกเขาหิมะเหมยลี่ สุดลูกหูลูกตา เป็นบุญตาสำหรับคนประเทศที่มีอยู่สามฤดู ร้อน ร้อนมาก กับร้อนที่สุด เราถ่ายรูปไปหาที่พักกันไป ได้เกสต์เฮาส์แบสบายกระเป๋า สบายห้องน้ำ ในราคา 50 หยวน ต่อห้อง แล้วเราก็จบทริปนี้ด้วยมื้อเย็นในเกสต์เฮาส์ของเรา อาหารดี มีร้องเพลงประกอบด้วย คงเป็นลูกสาว ไม่ก็น้องสาวเจ้าของคับ เสียงดีเลยแหล่ะ

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้

ค่าเหมารถจงเตี้ยน เต๋อชิง                                                    800         หยวน / 2 คัน / 10 คน

ค่าที่พัก                                                                                   50          หยวน / ห้อง / 2 คน

ค่าอาหาร และที่พักองคนขับรถด้วย                                    ก็เหมารวมไปกับกองกลาง เลยแยกออกมาไม่ออก

 

การเดินทาง วันที่ 23 ตุลาคม 50

ตื่นมาแต่เช้าเพื่อมาดูเทือกเขาหิมะ และธารน้ำแข็งเหมยลี่ยามพระอาทิตย์ขึ้น ยิ่งสาย ฟ้ายิ่งเปิด ยิ่งทำให้เทือกเขาหิมะและธารน้ำแข็งชัดเจนขึ้น  เราเหมือนจะโชคดีมากขึ้นนับตั้งแต่ออกจากลี่เจียง เพราะวันที่เราเที่ยววัดจงซานหลินซื่อ ฟ้าก็เข้าข้างเรา ไม่มีเมฆฝนใด ฟ้ากลายเป็นสีฟ้า ตัดกับสีสันของวัด วันที่เราออกจากจงเตี้ยนฟ้าก็กลับมาครึ้ม ไม่ใสเหมือนวันที่เราไปเที่ยววัดจงซานหลินซื่อ

 

วันนี้ตามแผนที่เราวางไว้ก่อนมา เราจะไปธารนำแข็งเหม่ยลี่ แต่เมื่อวานได้คุยกับคนขับรถ เค้าแนะนำว่าอีกเส้นทางหนึ่งที่แยกไปจากเส้นทางไปธารน้ำแข็ง สามารถไปหมู่บ้านธิเบตอีกแห่งหนึ่งได้ เราเลยตัดสินใจไปหมู่บ้านธิเบตที่ชื่อว่า Yu Beng เรามาถึงเอาตอนเกือบ 10 โมงเช้า เราต้องเดินขึ้นเขาเพื่อไปที่พักหมู่บ้านธิเบตในคืนนี้ ก่อนเดินทางกลับออกมาในวันรุ่งขึ้น ตรงบริเวณทางขึ้น มีม้าให้บริการ แต่จากข้อมูลในตอนนั้น ทำให้เราคิดว่าไม่จำเป็นสำหรับคนวัยหนุ่มอย่างเรา ก็แค่ระยะประมาร 3 – 4 กม.ขึ้นเขา  555555 สบาย  5 – 6 ชั่วโมงผ่านไป เราเพิ่งลากสังขารมาถึงจุดสูงสุดบนภูเขา ยังเหลืออีกครึ่งทางเพื่อไปยังหมู่บ้านที่จะพักกันวันนี้ โอออออววววววววววว ... พระเจ้าช่วย เราจำใจเดินกันต่อ เราลงมาถึงหมู่บ้านประมาณสองทุ่ม ฟ้าเริ่มมืดสนิท อีกหลายคนยังลงมาไม่ถึง เรานั่งพักกัน พวกเราเริ่มทยอยลงมาถึงที่ละคน สองคน

 

คืนนั้นสภาพแต่ละคนสะบักสะบอม เราไม่คิดว่าจะเป็นการเดินไกลขนาดนี้ ตอนหลังเรารู้ว่า เส้นทางที่เราเดินมานั้นระยะทางประมาณ 18 กม. เป็นทางขึ้นเขา 10 กม. อีก 8 กม เป็นทางลงเขา พวกเราพักในเกสต์เฮาส์ของคุณครูชาวธิเบตคนหนึ่ง เราทำกับข้าวกินเองเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ตบท้ายด้วยชาจามรี ก่อนไปนอนด้วยความเหนื่อยสุดยอด

ค่าเหมารถ เที่ยวเต๋อชิง วันที่ 2                                             800         หยวน / 2 คัน / 10 คน

ค่าที่พัก                                                                                   30          หยวน / ห้อง / 2 คน

ค่าอาหาร และที่พักองคนขับรถด้วย                                    ก็เหมารวมไปกับกองกลาง เลยแยกออกมาไม่ออก

 

การเดินทางวันที่ 24 ตุลาคม 50

วันนี้ พวกเราแยกกันเป็นสองกลุ่ม โดยมี 2 คน จะนั่งมาไปยังน้ำตกศักดิ์สิทธิ ส่วนที่เหลือก็เดินเล่นในหมู่บ้านก่อนที่จะนั่งลากลับไปขึ้นรถก่อนที่จะกลับไปเต๋อชิง ที่จริงพวกเราทั้งหมดก็อยากไปแต่จากความใจผิดในระยะทาง และความไม่รู้ข้อมูล สถานที่ใกล้เคียงของหมู่บ้าน Yu Beng ทำให้พวกเราถอดใจและไม่อยากเสี่ยงกับการเดินทางต่อ และอีกอย่างหลายคนก็สะบักสะบอมมาจากเมื่อวาน

 

จากหมู่บ้าน Yu Beng แห่งนี้ สามารถเดินทางต่อไปยังน้ำตกศักดิ์สิทธิของคนที่นี่ในระยะเวลาไปกลับ 1 วัน นอกจากนี้ยังมีทะเลสาปน้ำแข็งซึ่งอยู่ใกล้กับเทือกเขาหิมะอยู่เหมือนกัน จากข้อมูลที่ไม่ยืนยัน การไปทะเลสาบใช้เวลาเดินทางไปกลับ ประมาณ 18 ชั่วโมง ( มีร้านทัวร์แบบ treking ในลี่เจียง น่าจะให้ข้อมูลได้ ) นอกจากนั้นยัสามารถเดินไปธารน้ำแข็ง กับ เบสแคมป์ได้ด้วยแต่ระยะทางเท่าใดนั้น ไม่ทราบ ถ้าเป็นไปได้น่าจะมีเวลาที่นี่สัก 3 วันขึ้นไป บวกกับค่าขี่ลาอีกสักหลายหยวน 1 – 300 หยวน กรณีที่ตัวใหญ่ก็อาจจะโดนชาจเพิ่มได้ 55555555555

 

แม้ว่าพวกเราจะมาโดยความไม่พร้อมและความเข้าใจผิด แต่หมู่บ้าน Yu Beng ก็คุ้มค่ากับการเยือนอีกครั้ง ได้พักในหมู่บ้านของคนธิเบต (โดยไม่ต้องเข้าเขตปกครองตนเองธิเบต) อยู่ท่ามกลางขุนเขาและยอดหิมะ รู้สึกใกล้ชิดภูเขาหิมะมากว่าบริเวณวัดเฟยไหลมากกกกกกกกก

 

วันนี้พวกเราที่เหลือที่ไม่ได้ไปน้ำตกก็เดินเล่นแล้วก็นั่งลาออกจากหมู่บ้านประมาณเที่ยง ( ข้อแนะนำสำหรับใครที่จะไป Yu Beng กรณีอยากเดิน ให้ไปถึงจุดเริ่มเดินให้เช้าที่สุด ได้แปดโมงก็กำลังดี เดินไป ถ่ายรูปไป นั่งพักไปด้วย ถึงหมู่บ้านก่อนมืด กรณีที่สองอยากเดินแต่ไม่มั่นใจไหวหรือเปล่า นั่งลาจากทางขึ้นถึงจุดสูงสุดบนเขา ขาลงใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง สบาย ๆ ขากลับออกจากหมู่บ้านก็เช่นกัน ประหยัดกว่าด้วย แต่ถ้าให้ดีเดินดีกว่า ออกเดินแต่เช้า ๆ จะได้มีเวลาเก็บบรรยากาศด้วย) นั่งกันตลอดทาง ทั้งขาขึ้นภูเขา ขาลงภูเขามาถึง จุดที่เรานัดรถไว้ก็เกือบ 4 โมงเย็น เจอกับกลุ่มที่แยกไปน้ำตกก็เกือบทุ่ม เราเลยกลับไปตั้หลักที่เกสเฮาสต์ใกล้วัดเฟยไหลซื่อ อาบน้ำอุ่นๆ มีความสุขจัง

สรุปค่าใช้

ค่าเหมารถจงเตี้ยน เต๋อชิง                                                    800         หยวน / 2 คัน / 10 คน

ค่าลาทั้งขึ้นและลงเขาตลอดทาง                                         225         หยวน / คน (ตัวใหญ่เพิ่ม 55 หยวน จาก 170 หยวน)

ค่าที่พัก                                                                                   30          หยวน / ห้อง / 2 คน

ค่าอาหาร และที่พักองคนขับรถด้วย                                    ก็เหมารวมไปกับกองกลาง เลยแยกออกมาไม่ออก

 

การเดินทางวัน 25 ตุลาคม 50

วันนี้เป็นการเดินทางกลับจาก เต๋อชิง ไป จงเตี้ยน ซึ่งในการแผนการเดินทางตอนแรก จากจงเตี้ยน เราจะฉายเดี่ยวไปเซียนเฉินเพื่อจะไปเข้ามณฑลเสฉวน โดยผ่านเมืองลี่ถัง ตันปา แล้ววกกลับเข้าเฉินตู แต่เนื่องด้วยที่บ้านโทรตาม ...... เลยต้องยกเลิกแผนโดยปริยาย (ไปเที่ยวนานไป กลับมาไม่ต้องเจอหน้ากัน 5555555555 ) เรามุ่งหน้ากลับลี่เจียงเพื่อจองตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพ จับรถคุนหมิง และขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกก่อนกลับกรุงเทพ โดยทันที เรานั่งรถกลับมาถึงจงเตี้ยนประมาณ 4 โมงเย็น ล่ำลา คนขับรถทั้ง 2 คนของเรา กลุ่มหนึ่งแยกไปโตรกเสือกระโจน ส่วนผมไม่มีอารมณ์แวะไหนอีกแล้ว เลยนั่งรถไปลี่เจียง รถออกจงเตี้ยนประมาณ 4.30 จากข้อมูลที่เข้าใจที่แรก รถระหว่าจงเตี้ยน ลี่เจียงมีสองเที่ยวต่อวัน ความเป็นจริงรถมีมากกว่าสองเที่ยวต่อวัน ตามการพูดคุยกับคนขับรถ รถจะออกทุก 1 ชั่วโมง 30 นาที และเที่ยวสุดท้ายน่าจะเป็นเวลา 5 โมง 30 นาที แต่จะเป็นคนละบริษัทกัน

 

โชคร้ายที่รถเที่ยวนี้ที่เราเดินทางกลับลี่เจียงเป็นคนละบริษัทกับที่เรานั่งมา แม้ว่ามีป้ายห้ามสูบบุหรี่ แต่ก็ยังมีคนสูบบุหรี่บนรถซึ่งเป็นรถปรับอากาศด้วย ขณะที่คนขับ ก็ไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งตอนขามา คนขับค่อนข้างเข้มกับการสูบบุหรี่บนรถ ด้วยสภาพแบบนั้นเราก็เลยต้องอดทนมาตลอดทางจนถึงลี่เจียง ประมาณ 2 ทุ่มกว่า รถมาส่งเราท่ารถเดียวกับรถที่เรานั่งมาจากต้าลี่ เราเลยไม่ลำบากนัก จัดการแบกเป้เดินออกจากสถานีมายืนรอรถเมล์เพื่อไปเมืองเก่าลี่เจียง เรารอเมล์สาย 11 แต่พอดีรถเมล์สาย 1 มาถึงก่อน เหมือนเดิม “ลี่เจียงกู่เฉิน” คนขับพยักหน้าหงึกๆ พวกเราก็เฮกันขึ้นรถ รถเมล์พาเราไปคนละทางกับสาย 11 แต่ก็ก็วนไปที่ที่เราคุ้นเคย หน้าห้างแห่งหนึ่ง จากหน้าห้างเราเดินมุ่งไปเมืองเก่าลี่เจียง วันนี้เราจะไปนอนกันที่เกสเฮาส์บนภูเขาสิงโต ชมวิวเมืองเก่าจากมุมสูงซะหน่อย ค่าที่พัก 90 หยวน จากราคาเปิด 100 หยวน ก็โอเคสำหรับคืนนี้

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้

ค่ารถเต๋อชิง – จเตี้ยน                                                            800         หยวน / 2 คัน / 10 คน

ค่ารถจงเตี้ยน – ลี่เจียง                                                          35           หยวน / คน (ถูกกว่าขาไปแต่ไม่เข้มเรื่องบุหรี่)

ค่ารถเมล์ไปเมืองเก่าลี่เจียง                                                  1              หยวน / คน

ค่าที่พัก                                                                                   90           หยวน / ห้อง

 

การเดินทางวันที่ 26 ตุลาคม 50

วันนี้ตื่นมาฟ้าใส เลยมุ่งหน้าไปขึ้นภูเขามังกรหยก เดี๋ยวค่อยมาจัดการเรื่องตั๋วกลับกรุงเทพตอนเย็น ๆ ก็ได้ อิอิอิ จากข้อมูลที่เราถามจากตู้บริการข้อมูลบริเวณทางเข้าเมืองลี่เจียง (อีกแล้ว ชอบถามจังเลย ตู้นี้เนี่ย) เราสามารถไปขึ้นรถเมล์สาย 7 บริเวณตรงข้ามอนุสาวรีย์ประธานเหมาในราคา 10 หยวนต่อคน เพื่อไปยังสถานีกระเช้าไฟฟ้า ที่เรียกว่า “ต้าสัวเต้า” บนรถเราเจอชาวอเมริกัน 2 คน และชาวออสซี่เชื้อสายจีนอีก 2 คน ที่สามารถพูดอังกฤษได้ ฉะนั้นความคาดหวังจึงมุ่งไปยังออสซี่เชื้อสายจีนที่พูดจีนได้ ระหว่างเจ้าของรถเมล์ (มั้ง) ก็เริ่มฟันเราหนึ่งดอก โดยจอดรถเมล์ให้เราลงไปเช่าเสื้อกันหนาว แต่ไม่มีทางหรอก เราเตรียมมาพร้อมโว้ย หลังจากพลาดดอกแรก ก็เริ่มดอกสอง ดูจริจังทีเดียวโดยเริ่มให้ข้อมูลว่า การขึ้นภูเขามังกรหยกนั้น สามารถขึ้นได้ 2 แบบนะ แบบแรกที่ขึ้นกระเช้า ก็เป็นกระเช้านะ ที่ต้องเสียค่าเข้าอุทยาน 160 หยวน บวกค่ากระเช้าเนี่ย ก็อีก 170 หยวน นะ แพงมะมะมะมะ แบบสองก็นะ บังเอิญว่ารัฐบาลมีโครงการมาสนับสนุนให้ชาวบ้านมีรายได้เลยจัดให้นักท่องเที่ยวขี่ม้า (จริง ๆ ก็คือลา) ก็แค่ 180 หยวนเอว ไม่ต้องเสียค่าเข้าด้วย  ทั้งออสซี่ และอเมริกันเริ่มชอบ เพราะไม่ได้เตรียมเงินมามากพอที่จะขึ้นกระเช้า ส่วนเราก็เริ่มไม่แน่ใจ แต่ก็เบื่อและกลัวกับการขี่ลาขึ้นเขา มันคงต้องชา