OUTBOUND
 step out of everyday life into the great world of journey ~

                                                                                                             Outbounder : ???
 
ตามหาShangri-La

 

รถโดยสารจอดนิ่งสนิทภายในสถานี  บรรดานายหน้าหาลูกค้าเข้าที่พัก คนขับรถแท็กซี่ ต่างก็ปรี่เข้ามายังรถไวปานกามนิต พวกเราได้แต่ส่ายหน้าเหมือนเคย(เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง) สายตาก็สอดส่ายหาป้ายรถเมล์ไปยังเมืองเก่าเพื่อหาที่พักในคืนนี้   เหมือนสวรรค์มีตาฟ้าแอบมีใจ ส่งรถเมล์มาถึงหน้าขนส่ง บทสนทนาง่ายๆเกิดขึ้นระหว่างพวกเรากับคนขับรถ

                                                                

                                                       “จงเตี้ยน กู่เฉิง 

 

คนขับพยักหน้า  เป็นอันว่ารู้กัน  ค่ารถก็ถูกแสนถูก ถูกว่าบ้านเราเป็นไหนๆ เพราะที่จงเตี้ยนค่ารถเมล์ เพียงแค่ 1 หยวน แต่ที่เตะตาก็คือ มาดคนขับที่แตกต่างจากพนักงานขับสาธารณะบ้านเราทั่วไป เพราะที่นี่ไม่มียูนิฟอร์ม แถมพี่ท่านเล่นใส่เสื้อกล้าม สักเต็มตัว ปากคาบบุหรี่ นึกในใจว่าเป็นพนักงานขับรถหรือหัวหน้าแก๊งยากูซ่า นั่งคุมกล่องเงินที่วางอยู่ข้างตัว เงินเป็นฟ่อนๆ พูดง่ายๆว่าเป็นทั้งคนขับรถและคนเก็บตังในร่างเดียว

 

 

รถได้เลี้ยว ไปมาตามสี่แยก แล้วก็มาหยุดอยู่ที่หน้าเมืองเก่า ดูเวลาก็ค่ำมืดแล้ว ต้องหาที่พักสำหรับคืนนี้ ข้อมูลที่เมืองนี้เตรียมมาเสียด้วย เลยกระจายกำลังหาที่พัก เดินไปได้ยังไม่ทันเมื่อย ก็เจอ มองปร๊าดแรก ดูดีมีชาติตระกูลมาก เลยขอเข้าไปดูห้อง   เป็นที่น่าพอใจอย่างแรง เพราะที่นี่มีฮี้ทเตอร์ แถมห้องน้ำได้มตรฐานiso เป็นอันว่าคืนนี้ตกลงเรานอนกันที่นี่ ราคาห้องล่ะ 90 หยวน

 

เก็บสัมภาระเสร็จก็ออกมาร่อนภายในตัวเมืองเก่า แต่พอเดินออกมาจากที่พักไม่ทันไร เสียงเพลงทำนองทิเบตก็ดังอย่างน่าดึงดูด หลังจากตามเสียงเพลงไปก็ไปเจอกับลานหินกว้าง ผู้คนเต็มลานหิน กำลังเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ลีลาการเต้นอ่อนช้อยน่ารัก หนุ่มสาว ผู้เฒ่า ออกมาเต้นรำกัน

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ทักษะการเต้นของชาวจงเตี้ยน ต้องมีสเต็บขาที่ดี และจังหวะต้องแม่น นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนทนยืนหนาวไม่ไหวก็เข้าไปร่วมเต้นด้วย ช่วยคลายหนาวไปได้ตั้งเยอะ

 

มาถึงจงเตี้ยนมีคนบอกว่า ต้องกินซูหยูฉา และ เนื้อนมของจามรี แต่พวกเราขอผ่านก่อน หาของกินพื้นกว่านั้น ได้ร้านตรงข้ามเมืองเก่าเพียงแค่ถนนกั้น ภายในร้านตกแต่งสไตล์ทิเบต น่ารักและอุ่นมาก เข้ามาแล้วแทบไม่อยากออกไปนอกร้านอีกเลย มื้อค่ำผ่านไปอย่างรวดเร็ว เดินทางมากันไกล อิ่มแล้วก็ต้องพักผ่อน พรุ่งนี้จะต้องไปชื่นชมวัดสวยของที่นี่

 

เช้าวันใหม่ตื่นออกมาจากที่พักต้องสะท้านกับ อากาศที่หนาวเย็น วิ่งกลับไปเอาเสื้อหนาวใส่เพิ่มไป3ชั้น ก็คิดดูขนาดต้นไม้ยังเป้นแม่คะนิ้ง  ยามเช้าภายในเมืองเก่า ผู้คนยังไม่มากมายนัก  ลานที่เต้นรำกันเมื่อคืนถูกเปลี่ยนเป็นตลาดเล็กยามเช้า รถขายผักสด และแป้งทอดทากับสารพัดเครื่องเคียง ตั้งขายรายเรียงกันดูสวยงาม

 

ได้เวลาไปเที่ยววัดซงจ้านหลินแล้ว นั่งรถเมล์ปรู๊ดเดียวก็ถึงวัด แค่ออกมานอกตัวเมืองนิดเดียว อะไรก็ลงตัวไปหมด เสียอย่างเดียว เข้าไปชมเสียตังไม่น่าเลย น่าจะฟรี รถเมล์จอดสุดสายที่หน้าวัดเลย สบายขาเป็นอย่างมาก ภาพที่อยู่เบื้องหน้านั้นได้ถูกจำลองมาจากพระราชวังโปตาลา ในกรุงลาซาล เมืองหลวงของทิเบต ไม่รอช้าเข้าไปลุยกันเลย ภายในวัดซงจ้านหลินนี้ มีห้องหับ ตึก ตรอก ยุ่บยั่บไปหมด ทางเดินก็เชื่อมต่อกันได้ทั่ว บันไดเยอะไปหมด เห็นวัดด้านบนอยู่อีกไกลโข แต่ก็ต้องตะกายไปให้ถึง ยิ่งขึ้นสูง วิวทิวทัศน์บริเวลารอบๆยิ่งสวยขึ้นตามลำดับ

 

 จนมาถึงลานด้านบนของตัววัด จะสามารถมองเห็นภูเขาหิมะทั้งซ้ายและขวา ด้านหน้าวัดมองเห็นตัวเมืองจงเตี้ยนได้ในระยะไกล ภายในโบสถ์เป็นห้องโถงใหญ่ มีลามะอยู่กันมากมาย การแต่งตัวของลามีที่ออกจะมีแนว ชุดลามะมาตรฐาน+รองเท้ากีฬาแบบเท่ สงสัยเอาไว้เดินขึ้นลงบันไดจะได้สะดวก

 

จากจงเตี้ยน จุดหมายปลายทางเราอยู่ที่ป้ายต่อไป คือเมืองเต๋อชิง จากจุดนี้ถ้าไม่ต้องการพลาดจุดถ่ายรูป ควรจะเหมารถไปดีกว่านั่งรถโดยสาร เพราะ วิวสองข้างทางจะอลังการจนหัวใจขเต้นแรงเป้นจังหวะแทงโก้ หลายคนจะถูกมนต์ขลังหิมาลัยก็เส้นทางจากนี้ไปนั่นแหละ

 

มิตซู 4WD ปาเจโร ของเราพร้อมแล้ว พร้อมด้วย ชีหลิน เจ้าของรถ พวกเราออกจากจงเตี้ยน ราว 9 โมงเช้า มุ่งหน้าไปยังเต๋อชิง จุดหมายปลายทางวันนี้ ต้องไปพักเกสท์เฮ้าส์ แถววัดเฟยไหล อันเป็นจุดพักยอดนิยมของบรรดานักท่องเที่ยว เพราะว่าที่นั่นคุณๆจะได้เห็น เหมยหลี่เสี่ยซาน ตั้งตระหง่าน โชว์คุณๆ ตลอดเวลาที่คุณมองออกมาจากด้านหน้าที่พัก

 

รถแล่นออกนอกตัวเมืองมาได้ราว 10 กว่านาที โอ้วแม่เจ้า ถึงแล้วทะเลสาบนาปาไห่ จอดสิครับ แวะถ่ายรูปก่อนเลย แต่แหม่มีมาเฟียคอยเก็บเงินตรงบริเวณ มุมสวยบนเนินเขา  เลยขึ้นรถไปต่อ ฝนเทกระหน่ำ คิดอยู่ในใจ นี่มันตุลาแล้วนะเฟ่ย ยังจะตกไม่เลิก หนีมาจากลี่เจียงยังมาเจอที่นี่อีกเศร้าใจมาก  

 

ดูนาฬิกาเวลาเที่ยง ก็มาถึงเมืองเปินจื่อหลาน แวะทานอาหารเที่ยงกันก่อน ร้านรวงเยอะมาก เป็นจุดพักรถของเส้นทางท่องเที่ยวเส้นนี้  อิ่มแล้วก็เดินทางต่อ ไปได้ไม่ไกล เรามาจอดอยู่ท่ามกลางภูเขาสูง ที่ทำเป็นบริเวณชมทิวทัศน์  ลงรถไปด้วยความง่วงหลังจากอาหารมื้อเที่ยง แต่แล้วตาก็ต้องเบิกโพลง หลังจากมาถึงแท่นปูนที่ทำไว้ให้นักท่องเที่ยวยืนถ่ายรูปชมความงามภาพเบื้องล่าง ภาพของแม่น้ำจินซาเจียงไหลมาจากทางเหนือ โอบล้อมเขาเกือบจะเป็นวงกลม แล้วก็ไหลลงสู่ทางใต้ สวยมากๆ

 

เพลิดเพลินกับวิวสองข้างทาง ซึ่งเป็นเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ มีบ้านของชาวทิเบตปลูกอยู่ตามเนินเขา ชีหลินเริ่มปล่อยของ เสียบเทปเก่าๆม้วนนึง แล้วเร่งเสียง เสียงเพลงที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ ภูเขาอันยิ่งใหญ่ ดินแดนเร้นลับ หรือความศักดิ์สิทธิ์ มันรวมๆกันออกมาจากบทเพลงที่ได้ฟังบนรถของชีหลิน

 

เริ่มเข้าเขตมาถึงเทือกเขาหิมะไป๋หมาง ผมเหมือนต้องมนต์ขลังของภูเขาหิมะอันยิ่งใหญ่  ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำตามันไหล ขนลุกชันอย่างบอกไม่ถูก ในช่วงนี้เราวิ่งบนถนนหินแล้ว ในฤดูหนาวถนนบริเวณนี้จะเต็มไปด้วยหิมะ ป่าบริเวณนี้สองข้างทาง ถ้าเป็นเขาสูงจะไม่มีต้นไม้ใหญ่ แต่ถ้าเป็นภูเขาไม่สูงนักจะอุดมไปด้วยต้นสนที่กำลังเปล่งสีทองเวลาต้องกับแสงของพระอาทิตย์แน่นเต็มเขา สันเขาต่างๆ คมราวกับใบมีด มีฉากหลังเป็นเทือกเขาหิมะไป๋หมางกางปีกกว้างโอบล้อมภาพเบื้องหน้าไว้ทั่วบริเวณ สวยงามจับตามาก

 

 

"จอดอีกแล้ว"

 

 

แต่ชีหลินมีสีหน้าไม่ค่อยจะดีนัก เขาเกรงว่าเราจะไปถึงเฟยไหลมืดแล้วจะหาที่พักไม่ได้แล้วจะซวยกันหมด ต้องกินข้าวลิงกัน

 

พวกเราออกจากไป๋หมางลัดเลาะตามเขา ขึ้นลงเขาสูง ถนนเส้นทางนี้โค้งเยอะมาก แม่ฮ่องสอนบ้านเราชิดซ้ายไปเลย และที่อันตรายมากๆคือที่นี่ไม่มีเส้นถนน ขอบกันทางโค้งก็ไม่มี พูดง่ายๆเลยว่า ถ้าขับโดยประมาท กลับบ้านเก่าสถานเดียว แต่พวกเราเชื่อใจชีหลิน เพราะอะไรเหรอครับ หลังเบาะรถมีอัลบั้มภาพถ่ายชีหลินกับ นักท่องเที่ยวมากมาย ที่แกเคยพาเที่ยว อย่างน้อยก็รู้สึกอุ่นใจว่ามากับโปรแท้ 555  และแล้วก็มาถึงประตูสู๋เมืองเต๋อชิง

 

 

 

13 สตูป้า ตั้งเรียงรายริมหน้าผา ธงมนต์ แผ่นบทสวดภาษาทิเบตหลากสี ปลิวไสวท่ามกลางสายลม มองไกลออกไป เทือกเขาจุดหมายปลายทางของเราทอดตัวยาวเห็นอยู่ไกลๆ ไม่ชัดเจนนัก ชีหลินจอดให้เราลงไปไหว้สตูป้า แล้วก็เล่าถึงที่มาของสตูป้าทั้ง 13 องค์นี้ว่า

 

หมายถึงยอดของเทือกเขาเบื้องหน้าทั้ง 13ยอด เป็นที่เคารพเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ โดยมียอดเหมยหลี่เสี่ยซานเป็นยอดที่สูงสุด โดยมีชื่อภาษาทิเบตอีกชื่อว่า คาวาเกโป พวกเราออกเดินทางต่อ ไม่นานก็ถึงเต๋อชิง เมืองเขาใหญ่มากและอยู่บนพื้นที่ลาดเอียง สิ่งก่อสร้างใหญ่โตมากมาย เห็นแล้วก็ ยอมรับในความพยายามของจีนที่ไม่ยอมแม้แต่พื้นที่ภูเขาซึ่งเป็นอุปสรรค์ต่อการขยายพืนที่ความเจริญ

 

อีกไม่ถึง15กิโลก็จะถึงที่พักแล้ว ชีหลินบอกให้พวกเราฟัง ใบหน้าคลายความกังวลไปมาก ตลอดเส้นทางไปยังวัดเฟยไหล ยอดเหมยหลี่กับตัวเราก็จะใกล้เข้าไปทีละนิดๆ จนรถมาถึงเกสท์เฮ้าส์  มุมภาพเบื้องหน้าเกินคำบรรยายใดๆ ไม่ว่าหนังสือท่องเที่ยวที่ไปมาจะบรรยายไว้สวยงามเพียงใด ก็ไม่เทียบเท่ากับตาของเราได้สัมผัสภาพจริงเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย 

 

ชีหลิน เก็งไว้ได้อย่างคนมีประสบการณ์ ที่พักบริเวณนี้คนเยอะมาก เราได้ที่พักระดับกลาง วิวงาม(เหมือนกันทุกที่แหละ) ถ้าช้าไปอีกนิดคืนนี้อาจจะได้นั่งรถย้อนกลับไปนอนที่เต๋อชิงเป็นแน่ ในใจก็นึกดีใจที่ได้ชีหลินมาด้วย  

 

ที่เฟยไหลสื้อ อุณหภูมิต่ำมาก ตอนกลางคืนถึงเช้ามืดติดลบ น้ำบริเวณกระจกนอกที่พักจับตัวเป็นน้ำแข็ง แต่ก็ต้องตะกายฝ่าความหนาวออกมาตั้งกล้องรอยลโฉมเหมยหลี่ยามพระอาทิตย์สาดแสงแรกมายังยอดเขาซึ่งจะเห็นภาพยอดเขาสีสันสวยงาม ไม่ใช่สีขาวเหมือนเวลากลางวัน อุปกรณ์ป้องกันความหนาว เต็มอัตราศึก เสื้อ4ชั้น กางเกง3ชั้น ถุงเท้ารองเท้า หมวกไหมพรม และ ถุงมือ สรุปแล้วขนาดคนที่ไปด้วยกัน ถ้าอยู่ในลักษณะชุดเต็มยศก็อาจจะจำกันไม่ได้ เพราะเราจะเห็นเพียงแค่ชุดภายนอกและก็ลูกตาที่รอดออกมาเพียงเท่านั้น แดดเริ่มออกยอดก็เริ่มโผล่ เมฆเริ่มกระจายตัวจดหมด ถึงจะไม่หมดจดปราศจากเมฆ แต่ก็ยิ่งใหญ่และเกินความคาดหมายไว้มาก เพราะหลายคนได้เขียนข้อมูลไว้ บางคนมาแล้ว รอดู 3 วัน 3 คืนยังไม่เห็นยอดเหมยหลี่กันเลย เดชะบุญ!!

 

 

เช้านี้ เรากินบะหมี่น้ำ เป็นพลังงานก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยัง หยู่ยเปิง พร้อมกับสัมภาระบางส่วนที่จะเอาเข้าไปนอนพัก ส่วนสัมภาระที่เหลือ ฝากไว้ที่เกสท์เฮ้าส์

 

 

หลายคนอาจจะไม่คุ้นกับหยู่ยเปิงเท่าไหร่ จะคุ้นกับชื่อของ หมิงหย่ง มากกว่า พวกเราก็เพิ่งจะรู้จาก ชีหลิน(อีกแล้ว) ชีหลินแนะนำพวกเราด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอบอุ่น ว่า ลองไปเที่ยว หยู่ยเปิงสิ ที่นั่นสวยนะ มีหมู่บ้านของชาวทิเบต ระหว่างทางวิวสวย ป่าเปลี่ยนสี ภูเขาหิมะและมีน้ำตกศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของชาวทิเบตที่นั่น พวกเราก็เป็นพวกชอบของแปลก เลยตัดสินใจไปที่นี่กันแทนที่จะไปหมิงหย่ง

 

จากเฟยไหล จะต้องขับรถผ่านด่านเปรียบได้กับอุทยานแห่งชาติบ้านเราเพื่อเสียค่าธรรมเนียมผ่านเข้าไปชมสถานที่ จากนั้นไปถึงทางแยก ขวาไปหมิงหย่ง 6 กิโล แยกซ้ายไปหยู่ยเปิง 26 กิโล เส้นทางของถนนเป็นทางหิน ลัดเลาะโอบโตรกเขา โดยมีแม่น้ำโขงไหลเคียงคู่ ป่าเริ่มเปลี่ยนสีชัดเจนขึ้น แล้วก็มาถึงจุดเริ่มเดิน ราว10 โมงเช้า

 

ลงรถมาอุดมไปด้วยขี้ม้า และม้าจำนวนมาก ใจคิดมาผิดที่ป่าวเนี่ย ทำไมม้ามันเยอะอย่างนี้ ทางก็ไม่น่าจะโหด ดูจากแผนที่แค่ 3000 กว่าเมตร ก็ไม่น่าต้องนั่งม้า เส้นทางเดินป่าบ้านเรา อย่างภูสอยดาว 6 กิโลยังเดินมาแล้ว แค่นี้จิ๊บๆ ว่าแล้วก็จัดแจงเตรียมสัมภาระลงจากรถ แต่ชีหลินมาสะกิดให้นั่งม้า

 

ชิชะ!! ไม่รู้จักพวกเราเสียแล้ว ไปมาทั่วเหมือนกันนะ ชอบเดินอะชอบเดิน (จริงๆ งกค่าม้าตั้ง 150หยวน)

 

อุปกรณ์ พร้อม ทั้งไม้เท้าเดินป่า ขาตั้งกล้อง กล้อง เสื้อหนาว MP4 ของกินนิดหน่อย เต็ม กระเป๋าว่างั้นเถอะ เริ่มเดินขึ้นเขามาได้ 100 กว่าเมตร ลมหายใจรุนแรง แถมหอบเล็กน้อย แล้วรถของชีหลินก็ขับผ่านมาจอดสถานีที่ 2ที่เรายืนกันอยู่

 

คิดในใจว่าแล้วเมื่อกี้ทำไมไม่จอดตรงนี้ฟะเนี่ย แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ปลดโหลด กลายเป็น ขาตั้งกล้องไม่ต้องก็ได้ คงไม่ได้ถ่ายมืดๆ ของกินระหว่างทาง ก็ปลดออกไปซื้อกินของพื้นเมืองน่าจะได้อารมณ์กว่า และเสื้อผ้ากันหนาวบางส่วนก็แบ่งออก เดินๆไปเดี๋ยวก็ร้อนแล้ว

 

 

เส้นทางลาดชันขึ้นไปตามลำดับ สองข้างทางเป็นป่าที่สวยงามมาก เห็นวิวระหว่างทางตลอดเส้น บรรดาคนที่ขึ้นม้าก็แซงไปทีละคณะ มีการโบกไม้โบกมือเหมือนเป็นการทักทาย แต่ในใจแอบคิดว่าเยอะเย้ยในทีหลัง

 

เดินไปถ่ายรูปไป หนาวไป ดูนาฬิกา บ่าย 3 โมงแล้ว 3 กิโลไมไม่ถึงอีกเนี่ย ร้านค้าของกินก็ไม่มีให้เห็นบ้างเลย พลังงานเริ่มหมด หิวจนตาลาย บังเอิญมีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน เดินสวนลงมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก็ได้ทักทายกันเล็กน้อย ก็ได้ฮึดอีกเฮือกว่าใกล้มีร้านอาหารเล็กๆ ไปอีกนิดเดียว

 

ฝนก็ตกปรอยๆตลอด หนาวก็หนาวแถมฝนก็ดันมาตกอีก ในที่สุดก็เห็นร้านอาหารเป็นเพิงเล็กๆ  ดีใจที่สุดในโลกตอนนั้น ไปถึงนั่งโต๊ะ มองหาของกินที่จะสามารถกินได้ แต่ที่นั่นมีเพียงกาน้ำร้อน แป้งทอด ไข่ต้ม และมาม่าที่เรียงวางไว้อย่างสวยงาม แน่นอนไม่คิดอะไรมากเลย มาม่าชัวร์ พร้อมชี้ให้คนขายทราบ มาม่าเมืองจีนชามบักใหญ่ ชามนึงกิน 3 คนได้ กินเปล่าคงไม่เท่ ตอกไข่ต้มลงไปแช่น้ำร้อน 2 ฟอง แค่นี้ก็อร่อยแล้ว

 

ขณะที่นั่งพักไปก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากคนขาย โอ้ว!!!ฟังแล้วแทบจะสำลักมาม่า เพราะคนขายบอกว่าพวกเราเดินเกือบจะถึงครึ่งทางของการเดินทางครั้งนี้แล้ว อยากจะเป็นลบสลบลงตรงนั้นเลย  ยอดเขายังมองไม่เห็นแม้แต่น้อยมองไปก็มีแต่ป่า แต่ก็สู้เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินลงมาก็บอกว่าสวยมาก สวยสุดยอด จนเราลืมเหนื่อยไปชั่ว 3 วินาที คราวนี้มีแรงไปต่อได้สบาย เดินไปไม่ทันไร ลูกเห็บตกพระเจ้าช่วย หนาวโคตร แต่ก็ต้องเดินกันต่อไป อ้า มาเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนอีก พวกเราไม่รอช้าที่จะทักทาย แล้วก็ได้คำพูดถนอมน้ำใจอีกตามเคย แต่คราวนี้รู้สึกดีหน่อย อีก เพียง20 นาทีอย่างมาก40 นาที คุณก็จะถึงจุดสูงสุดของเขาลูกนี้  จ้ำสิครับงานนี้ นี่ก็ 5 โมงเย็นเข้าไปแล้ว ขืนมัวชักช้าอาจจะได้กินข้าวลิงกลางเขาแน่ๆ ยิ่งมืดอาการยิ่งเย็น เส้นทางก็มืดลงๆ แต่ความชันไม่ได้ลดลงเลย จนมาถึงหลังแปที่เต็มไปด้วยธงมนต์ของชาวทิเบต ห้อยเป็นริ้วระย้าสวยงาม แต่เวลาโพล้เพล้ แบบนี้ดูน่ากลัวมากกว่า

 

พ้นป่าธงมนต์ออกมา โฮ๊ยยยยยยยยยยยยย!! ตายเลยตาย  สวยโคตร วิวที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นภูเขาที่ทับซ้อนกันไปมา โดยมีป่าสนขึ้นเต็มไปทั่วทั้งลูก แล้วฉากหลังสุดเป็นแนวเทือกเขาหิมะ จุดหมายของเราในครั้งนี้ อลังการล้านแปดจริงๆ ยังไม่พอเพียงแค่นั้น หิมะปรอยลงมาจากท้องฟ้า เหมือนกับตกลงมาต้อนรับยินดีกับพวกเราว่าได้มาถึงแล้ว ตอนนั้นลืมหนาวกันไปเลย พอตั้งสติได้ก็รู้สึกว่าหนาวมากอย่างบอกไม่ถูก แต่บนนั้นไม่มีหมู่บ้านทิเบต เพราะเราต้องเดินลงเขาไปพักที่หมู่บ้านด้านล่าง ไกลเท่าไหนเหรอไม่ต้องคิดนานเลย ขึ้นเท่าไหนลงเท่านั้น และแล้วก็เห็นหมู่บ้านอยู่ลิบๆที่หุบด้านล่าง ขาเดินลงทางชันมากบ่งบอกว่าไม่น่านานก็คงถึง เดินไปก็คิดด่าตัวเองในใจ ถ้าไปหมิ่งหยง ก็ถึงที่พักแล้วป่านนี้ ไม่ต้องมาทรมานทรกรรม

 

เรามาถึงหมู่บ้านทิเบตเกือบจะ2ทุ่ม ด้วยสภาพอิดโรยกันถ้วนหน้า เมื่อมาถึงที่พักเจ้าของบ้านออกมาต้อนรับ แจกรอยยิ้มให้อย่างจริงใจ ภายในตัวบ้านทำจากดินและไม้ ตามหน้าต่างใช้พลาสติกกันลมจากภายนอกเข้ามายังตัวบ้าน มีกองไฟอยู่กลางลานบ้าน และมีโต๊ะไม้ยาวอยู่กับเก้าอี้ที่มีเบาะรองนั่ง ที่ริมกำแพงมีชั้นวางเต็มไปหมด แต่มีมุมนึง เต็มไปด้วยรูปลามะ พระพุทธรูป ของไหว้ เครื่องราง และรูปขององค์ดาไลลามะ ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าจากสายไฟ แต่มีไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ความสว่างด้วยหลอดไฟหลอดกลม ภายในนี้อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกไม่รู้ว่าเป็นเพราะกองไฟกลางบ้านหรือ เพราะแรงศรัทธาของคนทิเบต

 

เจ้าของบ้านชาวทิเบตยกชามกระเบื้องขนาดย่อมส่งให้ทีละคน แล้วเดินไปยกกาน้ำโลหะขนาดเขื่องมารินซูหยูฉาให้ทีละคน ซึ่งถือเป็นประเพณีต้อนรับแขกบ้าน รสชาติของชาออกไปทางเค็มๆ แต่มีกลิ่นหอมของชา น่าจะให้พลังงานและความอุ่นได้อย่างดีมากเพราะทำจากไขมันของจามรี อาหารเย็นมื้อนั้นพวกเราลงมือทำกันเอง โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ภายในครัว

 

เสียงทำครัวช้งเช้งไม่นานก็ได้เมนูอาหารออกมา ความเหนื่อยล้าเริ่มลดลงหลังจากอาหารมื้อเย็นตกถึงกระเพาะ แล้วเราก็แยกย้ายกันพักผ่อน ก่อนจะเข้านอนพวกเราก็จะต้องทำธุระส่วนตัวกันเล็กน้อย เลยถามเจ้าของบ้านเป็นภาษาจีนเท่ๆว่า เว่ยเซิงเจียน เขาพยักหน้าแล้วพาเราไปเดินผ่านเนินที่บริเวณหลังบ้านไปเล็กน้อยเป็นทุ่งโล่ง ถัดไปเป็นป่าบนเนินเขา แล้วพี่ท่านก็ทำทาทางผายมือออกไปที่ลานโล่งนั้น ประมาณว่าเลือกเอาตามใจชอบ ใครชอบมุมไหนเลือกเอาเลย ทั้งชายและหญิง แต่เขาก็มีห้องน้ำมิดชิดนะครับไม่ใช่ไม่มีสำหรับคนที่ต้องการทำธุระหนัก แต่ก็ขอโทษเถอะ ผมว่าเข้าป่าสบายใจกว่าเยอะ

 

เช้าวันนี้ ตื่นมาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่ ออกมาจากห้องพักก็เห็นยอดไท้จื่อฟง ตั้งตระหง่านอยู่หน้าห้องพัก ใสปิ๊งไม่มีอะไรบดบังแม้แต่น้อย มีแสงจันทร์และดาวดวงน้อย ระยิบระยับไปทั่วท้องฟ้า ท้องฟ้าด้านไกลเริ่มสว่างลางๆ  พอแดดออกเมฆหมอกไม่รู้มาจากไหม ปิดยอดไท้จื่อฟงซะมิดจนมองไม่เห็นเลย พวกเราวันนี้เตรียมตัวเดินทางกลับไปยังเฟยไหลซื่อโดยตั้งปณิธานกันแน่วแน่สำหรับการว่าจ้างม้าสำหรับขากลับ ถึงแม้ว่าค่าม้าจะมีราคาถึง 150 หยวน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเราในขณะนี้ แต่ผมไม่ยอมกลับง่ายๆหรอก มาถึงขนาดนี้แล้วของไปให้ถึงหน่อยเถอะ ไม่รอช้ารีบไปซื้อเสบียงสำหรับระหว่างทาง เน้นเป็นพวกเวเฟอร์น้ำหนักเบา และช็อคโกแลตเป็นแหล่งพลังงานและน้ำหวาน สำหรับการเดินทางในวันนี้

 

การเดินทางจากหมู่บ้านทิเบตไปยังน้ำตกและภูเขาศักดิ์สิทธิ์จะต้องเดินทางโดยเท้าหรือขี้ม้าได้ 2 เส้นทาง ถ้าเดินด้วยเท้าน่าจะใช้เวลาเต็มวัน แต่ถ้าเป็นม้า ใช้เวลาราว 6 ชม. ผมเลยตัดสินใจไปด้วยม้า ค่าม้าก็แสนโหด 155 หยวน แต่ก็เอาวะ มาถึงแล้วไม่อยากพลาดไฮไลท์ เส้นทางนั้นตัดเข้ากลางหุบเขา ผ่านวัดโดยมีเขาสองลูกขนาบไปตลอดทางโดยมียอดไท้จื่อฟงเสมือนพิกัดปลายทางของเรา

 

การเข้าไปยัง ไท้จื่อฟงและน้ำตกเฉิมพุครั้งนี้ เราได้ ไกด์ชาวทิเบตนำไป มีชื่อว่า "อาลู" ถ้าชื่อฝรั่งเขา ชื่อแจ๊คกี้ ทันสมัยมั้ยล่ะ มีสองชื่อให้เรียก อาลูนี่เห็นเด็กๆแบบนี้ ไม่ธรรมดาเลยนะครับ เป็นคนที่รักการเดินทางไม่น้อย เขาเล่าว่าเขาเก็บเงินจากการเป็นไกด์นำเที่ยวตลอดปี แล้วเขาก็เอาไปเดินทางท่องเที่ยว เส้นทางเข้าไปทิเบต ผ่านเนปาล ออกอินเดียฟังแล้วอิจฉาตาร้อนขึ้นมาทันใด และเป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่าคนทิเบตเป็นคนที่อารมณ์ดีมากๆ ไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องร้องเพลงตลอดเวลา อย่างเช่นคนเลี้ยงม้าที่มาด้วยก็ร้องเพลงตลอด ร้องเพราะ ร้องได้ดีเสียด้วย คงเป็นเพราะพลังปอดจากการเดินขึ้นลงเขาบนที่สูง ทำให้ร่างกายแข็งแรงทรงพลังก็เป็นได้

 

เส้นทางจะตัดเข้าสู่ป่าทึบ อากาศหนาวเย็นมาก พรรณไม้ลักษณะเหมือนป่าดึกดำบรรพ์ มีฝอยลมขึ้นตามต้นไม้ใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่ดินแดนเทพนิยายแล้วมี สัตว์ประหลาดโผล่ออกมา รายทางมีตัวหนังสือ ทิเบตตามก้อนหินขนาดใหญ่ อาลูอธิบายว่าเป็นการเขียนบูชาเจ้าเขา ซึ่งที่นี่เจ้าเขาเป็นงูยักษ์คอบปกปักรักษาภูเขาแห่งนี้ไว้ ยิ่งลึกเข้าไปก็พบกับธารน้ำเป็นธารน้ำที่มีชายหาดเป็นหิน จะเห็นลักษณะของก้อนหินน้ำมาวางเรียงกองกันเป็นชั้นเหมือนเจดีย์อยู่มากมาย อาลูก็อธิบายต่อไปอีกว่า สถานที่เหล่านี้เขามีความเชื่อกันว่าเวลาคนที่ตายไปแล้วจะกลับมาอยู่ยังที่แห่งนี้ หลังจากฟังจบ จากอากาศที่หนาวอยู่แล้วยิ่งทำให้เย็นขึ้นไปใหญ่ ไหนจะปีศาจเทพนิยาย ไหนจะงูยักษ์ ไหนจะวิญญาณ ให้ตายสิ หลอนเอาการนะเนี่ย

 

ธงมนต์มีอยู่ตลอดเส้นทาง จนเรามาทะลุออกสู่ทุ่งโล่ง มองออกไปข้างหน้าเป็นภูเขาหิมะตั้งตระหง่านเสมือนกำแพงธรรมชาติขนาดใหญ่ โอบซ้ายขวาด้วยภูเขาสูงและมีป่าเปลี่ยนสีที่กำลังระบัดใบ เปล่งสีสันท่ามกลางแสงของดวงอาทิตย์  

 

เส้นทางที่กว่าจะมาถึงจะลำบากยากเย็นเพียงใดถ้าได้มาเห็นภาพแบบนี้ก็ต้องหายเป็นปลิดทิ้งกันล่ะ เรียกได้ว่า ฝ่าทางสายนรกเพื่อมาพบกับแดนสวรรค์ก็ว่าได้  เราจอดม้าไว้ที่ทุ่งโล่งด้านล่าง แล้วต้องเดินเท้าต่ออีกราว 1 ชม.เพื่อจะไปยังน้ำตกศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างทางก็อลังการกับวิวไปตลอด ทางเดินขึ้นสูงไปเรื่อยๆ มีวัดทิเบตอยู่บริวณนี้ แดดบริเวณนี้รุนแรงเพราะอยู่บนที่สูงระดับ 4000 กว่าเมตร ยิ่งเวลามองไปยังหิมะแล้วแสบตาเป็นอย่างมาก

 

อาลูเดินมาบอกข้อควรปฎิบัติเมื่อมาถึงที่นี่ คนที่นี่ให้ความเคารพกับที่นี่เป็นอย่างมาก เพียงแค่การชี้นิ้วไปยังภูเขาถือเป็นความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เขาจะใช้การผายมือไปยังภูเขา หรือการถมน้ำลายที่เราเจอตลอดระหว่างทาง จะไม่ได้เห็นเลย ณ สถานที่แห่งนี้

 

เสียงลมหายใจเริ่มดังขึ้นเมื่อเดินไต่ทางชันมาเรื่อย ลัดเลาะธงมนต์ที่ห้อยระโนงระยางเต็มไปหมด ไม่ว่าธงมนต์นั่นจะอยู่ต่ำติดพื้นเพียงใดก็จะต้องจับธงเหล่านั้น ยกจากพื้นแล้วลอดใต้ ไม่มีการก้าวข้ามเป็นเด็ดขาด สุดเนินชันลูกสุดท้าย  สายน้ำสองสายขนาดไม่ใหญ่นัก ไหลลงมาจากหน้าผาสูงทางด้านขวาลงมายังพื้นหินด้านล่างเคียงคู่ไท่จื่อฟง เสมือนดังสายน้ำจากสรวงสวรรค์ที่ไหลลงมาสู่แดนมนุษย์

 

ผมตกอยู่ในภวังค์อยู่พักนึง อาลูก็บอกว่า ให้มาที่ตัวน้ำตกต้องเดินขบวน เฮ้ยไม่ใช่ เดินวนรอบน้ำตกเพื่อทำพิธีสร้างความเป็นสิริมงคล อาลูก็เริ่มเลยครับ ไหว้แบบชาวทิเบตที่จะต้องราบไปกับพื้น แล้วก็หันมาส่งสัญญาณว่า ทำตามสิ มองอยู่ได้ ขณะที่ไหว้ก็เป็นเนินลาดลงด้วยสิ สำหรับคนที่ไม่เคยจะติดขัดเล็กน้อย หน้าอาจจะคะมำได้ต้องค่อยๆทำอย่าใจร้อน หลังจากที่ไหว้เสร็จก็เดินพนมมือลงไปยังตัวน้ำตก โอ้ววววว์เดินไปใต้น้ำตกเลยครับ ให้น้ำตกหล่นใส่หัว สัมผัสแรกที่โดนน้ำตกขนลุกครับ อากาศก็หนาวอยู่แล้วมาโดนน้ำเย็นๆของน้ำตก บวกกับความขลังของวิธีการ สุดยอดไปเลย ขณะที่วนรอบแรกไป มีนักท่องเที่ยวคณะอื่นก็มาเดินทำพิธีด้วย จนครบสองรอบ รอบสุดท้าย อาลูบอกว่าให้เก็บก้อนหินกลับบ้าน 1 ก้อนได้ รอบสุดท้ายพอถึงหน้าน้ำตก ผมก็จัดการคลำด้วยความรวดเร็วได้ก้อนขนาดกำลังดีมา 1 ก้อนเป็นอันเสร็จพิธี สร้างความปิติและอิ่มเอิบภายในเป็นอย่างมาก ผมดื่มด่ำทัศนียภาพที่นั่นจนสมควรแก่เวลา

 

 

ผมได้หลุดเข้าไปในดินแดนแห่งฝัน ณ ที่แห่งนี้ เวลาได้หยุดเดิน สายน้ำหยุดไหล มีเพียงภูเขาหิมะและความเป็นนิรันดร์ ............

 

การเดินทางอันยาวไกลจากเมืองไทย ผ่านเส้นทางทางรถยนต์ตามเมืองต่างๆตั้งแต่ลาว เข้ามายังจีน จนมาถึงดินแดนที่แห่งนี้ เพียงเพื่อตามหาแชงกรีลา ดินแดนที่ขอบฟ้าได้เลือนหายไป ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าจริงๆแล้วแชงกรีลานั้นอยู่ที่ยอดใดในเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกแห่งนี้ แต่ขณะนี้ผมเจอแล้วว่าแชงกรีลาภายในใจของผมนั้นอยู่ที่ไหน.........ที่นี่แหละแชงกรีลาในใจของผม

 

 


14 CommentsChronological   Reverse   Threaded
mntsinger wrote on Nov 30, '07
sigh; I do wish I could read your words as I love your pictures so much and can tell you have much to say :)
0utb0und wrote on Nov 30, '07, edited on Dec 1, '07
sigh; I do wish I could read your words as I love your pictures so much and can tell you have much to say :)
am sorry for my blog.
but now. i thinking wanna do version english on my site.

thanks for follow my update;my friend.;)
mntsinger wrote on Dec 1, '07
Please never apologize for spreading such beauty as you have here. I am more thankful then you can know to be able to visit here for a spell while I work. It is like an oasis for me.
chusana wrote on Dec 1, '07
อยากไปมั่งเหมือนกันน้า
0utb0und wrote on Dec 1, '07
Please never apologize for spreading such beauty as you have here. I am more thankful then you can know to be able to visit here for a spell while I work. It is like an oasis for me.
i'm happy to hear you say that.

thanks a lot. ;)
0utb0und wrote on Dec 1, '07
chusana said
อยากไปมั่งเหมือนกันน้า
มีเวลาเตรียมตัว อีก 9 เดือนคั๊บ ถ้าสนใจไปจริงๆ

ตุลาปีหน้าจะไปอีกรอบ รอดูโปรแกรมนะครับ
domaman wrote on Dec 1, '07
และแล้วก็เขียนในที่สุด
ปล.อย่าลืมรูปเด้อ ทวงงงง
0utb0und wrote on Dec 1, '07
domaman said
และแล้วก็เขียนในที่สุด
ปล.อย่าลืมรูปเด้อ ทวงงงง
จิงเขียนนานแล้วพี่ แต่ลืมแปะ 555 เมื่อคืนว่างๆ เซ็งๆ เลย นะ นั่งทำหน่อย

กัวโดนสาปแช่ง เอิ้ก
dreammy wrote on Dec 1, '07
โอ้วว อ่านสนุก ลีลาดีคะ :)
0utb0und wrote on Dec 1, '07
dreammy said
โอ้วว อ่านสนุก ลีลาดีคะ :)
กอบกุนกั๊บ แหม ยกขบวนกันมาเลยวุ้ย ยินดีหลายๆ

ยินดีที่ได้รู้จักคั๊บ ;)
aejungz wrote on Dec 1, '07
ว้าว...มาแระ แต่ยาวดีจังเนะ ...
รูปประกอบก็สวย รวมเล่มขายเลยดีมั๊ยคับเนี๊ยะคุงต้น... ^ ^
frozennuch wrote on Dec 1, '07
ซักพักจะมาอ่านนะคะ แค่เห้นก็อิจฉาละ
0utb0und wrote on Dec 1, '07
aejungz said
ว้าว...มาแระ แต่ยาวดีจังเนะ ...
รูปประกอบก็สวย รวมเล่มขายเลยดีมั๊ยคับเนี๊ยะคุงต้น... ^ ^
เขียนตามหน้าที่อะฮะคุณเอ๋ 5555

ไม่มีอะไรมาก อารมณ์บ้าเขียน บ้าโม้อะฮะ
0utb0und wrote on Dec 1, '07
ซักพักจะมาอ่านนะคะ แค่เห้นก็อิจฉาละ
คือมันก็เป็นความตั้งใจอย่างนึง ได้ไปเที่ยวมา ก็อยากมาแบ่งปันช่วงเวลานั้นให้คับคนที่ไม่ได้ไปด้วย

เผื่ออาจจะเป็นแรงบันดาลใจ(เล็ก)ในการที่จะก้าวออกนอกห้องสี่เหลี่ยมอะฮะ

มีความสุขกับการอ่านนะครับ หบายบ้าง อะไรบ้างก็ขอโทษด้วย 555
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help